บลอกอาจารย์โจ้

Huawei Nova 3i

ตัดสินใจซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่เป็นของค่าย Huawei รุ่น Nova 3i ซึ่งใน ณ เวลาที่ซื้อมานี้ถือว่าใหม่มาก เพราะดูเหมือนเพิ่งออกวางจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561

(ภาพด้านหน้าของ Huawei Nova 3i ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Note 8 Tablet)

ด้วยสนนราคา 9,990 บาท จากร้าน Huawei ชั้น 2 ห้าง Central Plaza Salaya ในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัยมหิดล (วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน 2561)

การซื้อโทรศัพท์ใหม่ครั้งนี้มีโจทย์อยู่หลายประการที่ Nova 3i ถือว่าสอบผ่าน

  • ราคาไม่เกิน 10,000 บาท เพราะสมัยนี้มีมือถือสเปคสูงในราคาแค่ไม่กี่พันบาทก็มี A7 (2015) ที่ใช้อยู่ก็ประมาณ 15,000 บาทในวันที่ซื้อ (เครื่องประจำตำแหน่ง ไม่ได้ซื้อเอง) ดังนั้นมือถือที่จะซื้อเองก็ต้องไม่แพงเกินหมื่นโดยไม่จำเป็น
  • หน่วยความจำอย่างน้อย 32 GB เพราะ A7 (2015) ที่มีหน่วยความจำแค่ 16 GB ไม่พอใช้แล้ว แอพฯที่ใช้อยู่ก็แทบจะเป็นแอพสามัญประจำเครื่อง จะลงแอพฯใหม่ ก็ไม่มีที่ และเพราะใช้สองซิม ทำให้เพิ่มหน่วยความจำอีกไม่ได้ Nova 3i สอบผ่านแบบเกินที่ต้องการไปอีก เพราะให้มา 128 GB แต่ไม่ใช่แบบที่เข้าถึงเร็ว แต่ก็ไม่เป็นไร
  • ใช้ 2 ซิมได้ ซึ่ง Nova 3i ก็รองรับเรื่องนี้จึงถือว่าสอบผ่านเหมือนกัน ทั้งนี้อยากตั้งสัญลักษณ์ใหสองซิมนี้ต่างกัน แทนที่จะต้องจำว่าซิม 1 เป็นอะไร ซิม2 เป็นอะไร โดยบน A7 ใช้รูปตึกกับซิม 1 เพราะเป็นเบอร์ประจำตำแหน่งที่ทำงาน ส่วนซิม 2 ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปบ้าน เพราะเป็นเบอร์ส่วนตัว (แต่ใช้โทรออกและรับสายเป็นหลัก) หากหาเจอว่าต้องทำอย่างไร และทำได้จะมาอัพเดทอีกที
  • กล้องที่ดีกว่า Samsung Galaxy A7 (2015) ซึ่งดูจากที่มีการรีวิวมาก็เห็นว่ามีคุณภาพดี มีกล้องมาให้ 3 ตัวในเครื่องเดียว ทำให้เล่นพวกหน้าชัดหลังเบลอได้ แต่ก็ไม่ใช้วัตถุประสงค์หลักของผม จริง ๆ ก็ชอบ Night Mode ของ Huawei P20 Pro แต่ทั้งเครื่องก็แพงมากเกินไปหากต้องการแค่เรื่องนั้นจากโทรศัพท์มือถือ
  • ขนาดเครื่อง ข้อดีของ A7 คือมันบางมาก แม้ว่ากล้องจะต้องนูนออกมา เอา A7 ใส่กระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก และไม่รู้สึกว่าเกะกะเลย เป็นเรื่องยากที่จะหามือถือบาง ๆ แบบ A7 (2015) สำหรับ Nova 3i หน้าและยาวกว่า A7 และหนักกว่า เวลาใส่กระเป๋ากางเกง จะรู้สึกได้ ใส่กระเป๋าเสื้อก็จะยื่นออกมามากกว่าเวลาใช้ A7 และรู้สึกได้เลยว่าหนักกว่า หากวางอยู่บนพื้นโต๊ะเรียบ ๆ จะหยิบ A7 ง่ายกว่าที่จะหยิบ Nova 3i (ไม่ใส่เคสทั้งคู่) เพราะ 3i มีขอบเครื่องโค้งมน ทำให้พื้นที่ที่จะสัมผัสเวลาหยิบขึ้นมาน้อยกว่า ทำให้เสี่ยงที่จะหยิบพลาดและลื่นหล่นได้ ซึ่งในกรณีที่ใสเคสไว้ ก็คงจะไม่มีปัญหานี้ (แต่ผมไม่ชอบใส่เคส)
  • หน้าจอ Nova 3i จะออกไปในทางยาวกว่า A7 ที่ไม่ชินคือติ่ง (notch) บนจอ Nova 3i ซึ่งปิดได้ถ้าต้องการ ส่วนคุณภาพจอก็เห็นว่าสวยดี แต่บอกตามตรงว่าดูไม่เป็น และไม่ใช่โจทย์หลักในการซื้อเครื่องใหม่เท่าไหร่ จากสเปคที่ไปดูมา ของ A7 เป็น AMOLED ซึ่งชื่อชั้นก็คงจะดีกว่าของ 3i ดูจากภาพประกอบด้านล่าง ของ Samsung เหมือนจะดูสดใสชัดเจนกว่า (ถ่ายภาพด้วยกล้องมือถือธรรมดาตัวหนึ่ง) ในแง่ของการใช้งานหากเทียบกับ A7 ที่จอสั้นกว่า ทำให้ใช้แค่ปลายหัวแม่มือปัดเอาแถบเครื่องมือจากขอบจอด้านบนได้ง่ายมาก แต่กับ Nova 3i จะทำแบบนั้นได้ต้องถือให้ค่อนไปทางด้านบนจนไม่เป็นธรรมชาติ หรือปรับตั้งให้แสดงหน้าจอแบบไม่เต็มจอ แบบชิดด้านซ้ายหรือขวาตามความถนัด แต่เป็นตัวเลือกที่ไม่อยากทำ ทำให้บ่อยครั้งใช้งาน Nova 3i ด้วยมือเดียวเป็นเรื่องลำบากไป
  • ปุ่มและตำแหน่งปุ่ม การไม่มีปุ่ม Home ที่กดได้จริง ๆ แบบ A7 ของ 3i ก็ทำให้ยังไม่ชิน ในบางแอพฯ จะซ่อนปุ่ม Home และปุ่มควบคุมเสมือนอื่น ๆ ลงไปด้านล่าง ต้องเอานิ้วลากขึ้นมาจากขอบจอล่างเอง ซึ่งในที่นี้อยากให้มีปุ่มแบบกายภาพให้กดบนหน้าจอบ้าง เวลาจะดูแค่นาฬิกาบนหน้าจอ หากเป็น A7 ก็กดปุ่ม Home ทีนึงก็จะเห็นนาฬิกาและวันที่ได้ แต่ถ้าเป็น Nova 3i คงต้องกดปุ่มเปิดปิดด้านข้าง หรือไม่ก็ต้องยกขึ้นมาเพื่อใช้ที่สแกนนิ้วด้านหลัง ซึ่งหากเทียบกันแล้วมีปุ่มให้กดแบบ physical ก็จะชนะไป ตำแหน่งปุ่มเปิดปิดของ 3i ที่อยู่คนละตำแหน่งกับ A7 และการที่เอาปุ่มปรับลดเสียงมาอยู่ฝั่งเดียวกับปุ่มเปิดปิด ทำให้แทบจะทุกครั้งกดลดเสียงแทนที่จะเปิดปิดเครื่องหรือหน้าจอ อาจต้องใช้เวลาอีกหน่อยถึงจะชิน ในกรณีของปุ่ม Home ปุ่ม Back และปุ่มที่จะแสดงแอพที่เปิดอยู่ ทั้งหมดเป็นแบบเสมือน อยู่บนหน้าจอ แต่ปรับตั้งได้หลายแบบ ตอนนี้เลยปรับให้เหมือนกับของซัมซุง คือเรียงปุ่มแสดงแอพฯ อยู่ซ้ายสุด ตามด้วยปุ่ม Home และปุ่ม Back ตามลำดับ
  • การปลดล็อค ใน A7 ช่วยไม่ให้เกิดการกดปุ่มอะไรเองระหว่างใส่กระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋าเสื้อได้ โดยเลือกแบบลากเส้นเป็นรูปแบบ แต่ Nova 3i มีการปลดล็อคหลายแบบให้เลือกใช้ หรือใช้หลาย ๆ แบบในเวลาเดียวกัน การปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้า เป็นฟังก์ชันที่ Nova 3i มีที่ A7 ไม่มี ก็ลองเล่นและเปิดใช้งานดู แต่พอปลดล็อคแล้ว ยังต้องเอานิ้วลากเพื่อไปยังหน้าแรกอยู่ ก็เลยต้องปรับว่าพอปลดล็อคด้วยใบหน้าแล้วให้ไปโผล่ที่หน้าแรกเลย

ภาพเปรียบเทียบ A7 กับ Nova 3i

ด้านข้างของ A7 ที่ดูจะบางกว่า 3i แต่ด้วยความโค้งมน ทำให้ 3i เวลาไม่ใสเคสหยิบขึ้นจากพื้นยากกว่า

สีเหลือบของ Nova 3i อาจหายไปในบางมุม

หน้าจอ A7 กว้างกว่า Nova 3i ยาวกว่า

ปัญหาในการใช้งาน

  • แอพฯ Youtube ไม่แสดงภาพตัวอย่างของคลิปวีดิโอ (อาจแสดงบ้างเป็นบางคลิป แต่ส่วนใหญ่ไม่แสดง) เมื่อเปิดเทียบกับแอพเดียวกันบน A7 พบว่าแสดงภาพตัวอย่างในทุกคลิป ทั้งนี้ใช้อินเตอร์เน็ต Wi-Fi ของที่บ้านอันเดียวกัน แต่พอมาลองด้วยอินเตอร์เน็ตจากซิมมือถือ พบว่าแสดงภาพตัวอย่างแล้ว ทำให้ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรจึงไม่เห็นในการทดสอบครั้งแรก ทั้ง ๆ ที่อีกเครื่องนึงก็แสดงผลได้ปกติดี
  • ไม่ชอบภาพที่ระบบ AI ของกล้อง Nova 3i ทำให้จริง ๆ ตอนนี้อยากหาที่ปิดระบบ AI แบบถาวรตลอดกาล และต้องหาการถ่ายภาพแบบแตะที่หน้าจอแล้วถ่ายได้แบบที่ใช้บน A7 แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าไปปรับค่าตรงไหน

คืนสู่เหย้า MUSC

สมาคมศิษย์เก่าคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล เชิญร่วมงานคืนสู่เหย้าคณะวิทยาศาสตร์ ในโอกาสครบรอบ 60 ปี ภายใต้ชื่องาน Time Machine SC ย้อนเวลาสู่วันวาน ในวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม 2561 เวลา 1600-2000 ณ บริเวณตึกกลม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พญาไท บัตรราคา 500 บาท ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่คุณ อรนุช โทร 02 201 5722 (http://science.mahidol.ac.th/alumni/index.php/th/)

SC_Time_Machine_2018

http://science.mahidol.ac.th/alumni/index.php/th/

รวมภาพของกินและของว่างบางส่วนจากการไปร่วมงาน พสวท. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ครั้งที่ 3 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เมื่อระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2561

Centara_20180908-09_029

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

ในฐานะที่เป็นรองคณบดีฝ่ายการศึกษาและพัฒนาคุณภาพของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในตอนนี้ จึงได้มาร่วมกิจกรรมค่ายปฐมนิเทศบัณฑิตทุนเรียนดีวิทย์ ครั้งที่ 7 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 2 กันยายน 2561 ณ โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์

SAST_Orientation_7_2018

เนื่องจากโครงการไม่ได้รับนักศึกษาใหม่อีก นี่อาจเป็นค่ายปฐมนิเทศบัณฑิต (นักศึกษาที่จบป.ตรี ด้วยทุนเรียนดี และกำลังเข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาเป็นปีแรก) ครั้งสุดท้าย (ยกเว้นว่าจะได้ต่ออายุโครงการให้รับนักศึกษาเพิ่ม)

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

Montien_Riverside_20180901-02_010

ของกินขึ้นชื่อของที่นี่ก็คงจะเป็นข้าวมันไก่ ที่เมื่อมาร่วมงานค่ายปฐมนิเทศของนักศึกษาโครงการทุนเรียนดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย จึงต้องรับประทานเสียหน่อย

ผู้จัดค่ายฯ ให้อาจารย์และนักศึกษาที่มาร่วมค่ายได้ลองทานกันในมื้อเย็นของวันแรก ตามข่าวที่ได้มาคือจัดไว้ 150 จาน (ซึ่งไม่น่าจะพอ เพราะคนที่มาร่วมค่ายมีมากกว่านั้น) สำหรับนักศึกษา สามารถไปต่อคิวรับข้าวมันไก่จากบริเวณบูธข้าวมันไก่ หรือจะเลือกอาหารบุพเฟท์ที่มีให้ทานด้วยเช่นกัน ในขณะที่โต๊ะอาจารย์และเจ้าหน้าที่ก็จะมีบริกรมาให้บริการอยู่

Link: อัลบั้มภาพของกิน

มีคนส่งมาทางไลน์ น่าสนใจดีครับ

มหาวิทยาลัยสิงคโปร์ เปลี่ยนโมเดลแล้ว ! ต่อไปลูกค้าของมหาวิทยาลัย จะไม่ใช่แค่เด็กๆ ที่มาเข้าเรียน 4 ปี แต่จะเป็นลูกค้าไปตลอดชีวิต
.
การปรับตัวของมหาวิทยาลัยเริ่มแล้วครับ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ซึ่งเป็น มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเอเชีย และอันดับต้นๆ ของโลก ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทให้ตัวเองเป็น “มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต” ที่จะดูแลประชากร ไม่เพียงแต่ในระดับปริญญาตรี 4 ปี และโท-เอก แต่จะขอคอยดูแล คอย อัพเกรดทักษะ ความรู้ ให้ประชากรทันสมัยตลอดเวลา … ทำให้ ลูกค้าของมหาวิทยาลัยจะขยายขนาดออกไปอีกมากโขเลยครับ
.
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยจะคอยออกหลักสูตรใหม่ๆ เพื่อให้ เด็กๆ ที่จบไประยะหนึ่ง สามารถจะกลับมา “อัพเกรด” หรือ “ยกเครื่อง” ความรู้และทักษะได้อีกเรื่อยๆ โดย มหาวิทยาลัย NUS ได้ออกโปรโมชั่น สำหรับศิษย์เก่า สามารถกลับเข้าไปเรียนเพิ่มทักษะได้ฟรี 2 โมดูล ภายใน 3 ปี ซึ่งก็จะทำให้ได้ลูกค้าใหม่ (ที่เป็นลูกค้าเก่า) กลับเข้าไปใช้บริการอยู่เรื่อยๆ
ซึ่งหากสะสมคอร์สให้เหมาะสม จนครบตามมาตรฐาน สามารถเปลี่ยนไปเป็นปริญญาได้ เช่น ปริญญาตรีใบใหม่ หรือ ปริญญาโทในสาขาต่างๆ อีกด้วย (ภายใต้มาตรฐานที่สูงของสิงคโปร์)

ขนาดสิงคโปร์มีมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของเอเชีย และเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลก แซงหน้าหลายๆ มหาวิทยาลัยที่ว่าดังๆ ในสหรัฐอเมริกา … เขายังบอกว่า “ต้องรีบปรับตัว” !!
.
ท่านรัฐมนตรีศึกษาธิการ สิงคโปร์ ออกมาบอกว่า ในยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ หรือ ยุค Industry 4.0 การศึกษาแบบเดิม มหาวิทยาลัยแบบเดิม กำลังจะล้าสมัย จึงต้องรีบปรับตัวด่วน
โดยสิงคโปร์มีแผนการปฏิรูปมหาวิทยาลัย เน้นการสร้างผลกระทบต่อผู้เรียนมากกว่าเกรด ผลิตคนหลากหลายตามความต้องการของผู้เรียน และเป็นมหาวิทยาลัยสำหรับทุกช่วงวัยของชีวิต
.
(1) Experiential learning เปลี่ยนการเรียนรู้แบบทฤษฎีในห้องเรียน มาเป็นการฝึกฝนประสบการณ์ ผสมผสานการทำงานจริง แก้ปัญหาจริง เพราะความรู้มันหาได้ง่ายมาก มหาวิทยาลัยในอนาคตจะมีลักษณะ เรียนไป ทำงานไป เป็นผู้ประกอบการไป
.
(2) Promote digital literacy เด็กสิงคโปร์ต้องอยู่ในโลกยุคการค้าแห่งดิจิทัลได้ มีทักษะ Computational Thinking (น่าจะเป็นทักษะด้าน Data Science)
.
(3) Diversify higher education pathways เพิ่มความหลากหลายของอุดมศึกษา เด็กสามารถเลือกเส้นทางตามความสนใจ และจริตของตน มีสายอาชีพหลากหลาย แนะนำเส้นทางต่างๆ ตั้งแต่วัยเด็ก (ให้รู้ตัวเองว่าชอบและถนัดอะไร ให้เร็วที่สุด)
.
(4) Encourage lifelong learning ยุคต่อไปคนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต และมหาวิทยาลัยต้องคอยติดตาม คอยตอบสนอง ว่าคนที่จบไปแล้วอยากกลับมาเรียนอะไร
.
(5) Broadening the role of universities อันนี้ผมว่า มันคล้ายๆ หลายๆ ธุรกิจที่ปรับตัวนะ เช่น ธนาคาร หันมาทำเรื่องอื่นๆ นอกจากรับฝากกู้เงิน ปตท. หันมากาแฟ .. มหาวิทยาลัย ก็ทำแค่สอน-วิจัย ไม่ได้แล้ว ต้องเพิ่มเติมบทบาทตัวเองให้มากขึ้น ไม่งั้นก็อยู่ไม่รอด
อย่างเช่นตอนนี้ มหาวิทยาลัย NUS ของสิงคโปร์ มีโปรโมชั่น สำหรับศิษย์เก่า สามารถกลับเข้าไปเรียนเพิ่มทักษะได้ฟรี 2 โมดูล ภายใน 3 ปี ซึ่งก็จะทำให้ได้ลูกค้าใหม่ (ที่เป็นลูกค้าเก่า) กลับเข้าไปใช้บริการ

ท่านใดไม่เกี่ยงสภาพหนังสือแค่ 95% แต่ทั้งนี้หาได้ยากยิ่ง ลองติดต่อสำนักพิมพ์สารคดีได้ครับ

39253510_717624018591591_3773074695897743360_o

ลิงก์ https://www.facebook.com/sarakadeeboranrobroo/photos/a.234744426879555/717624011924925/?type=3&permPage=1

จะว่าไปแล้ว ฉบับซ่อมสภาพ 30 เล่มนี้ยิ่งถือว่ามีน้อยกว่าฉบับปกแข็งที่ไม่ซ่อมเสียอีก 555 (ซึ่งมีกว่า 500 เล่ม) ถือเป็นของหายากยิ่งกว่าเดิม